14 วิธี จบปัญหาสิว ปี 2026 โดย La Roche-Posay

Article Read Duration 7 min read

ปัญหาสิวและผิวมัน เป็นปัญหาผิวที่หลายคนมักพบเจอ ซึ่งสาเหตุของการเกิดสิวก็มีมากมาย ไม่ว่าจะปัจจัยภายในอย่างกรรมพันธุ์ หรือฮอร์โมน หรือปัจจัยภายนอก อย่าง แสงแดด มลภาวะ การเลือกใช้สกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะกับผิวหน้า ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ฯลฯ ปัจจุบันก็มีหลากหลายวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาสิวนี้ ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลการดูแลผิวหน้า และการป้องกันสิวเกิดใหม่ที่ถูกวิธีมาให้แล้ว เพื่อผลลัพธ์ที่ดีของการใช้ ผลิตภัณฑ์ดูแลสิว เผยผิวดูสุขภาพดี กลับคืนมาอีกครั้ง

สิวคืออะไร เกิดจากอะไร?

สิว คือ การอักเสบของหน่วยรูขุมขน จุดบนใบหน้าที่เป็นสิว คือ รูขุมขนที่ภายในเชื่อมต่อกับต่อมไขมันจึงเกี่ยวข้องกับการเกิดปัญหาสิวทั้ง 4 สาเหตุหลักดังนี้

  1. การผลิตน้ำมันผิดปกติ: ต่อมไขมันผลิตน้ำมันผิดปกติ ทั้งในด้านองค์ประกอบของน้ำมันเคลือบผิวและ/หรือปริมาณที่ผลิตออกมาเคลือบผิวหน้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดปัญหาผิวหน้ามันวาว รูขุมขนกว้าง และส่งผลต่อการเกิดการอุดตัน จุดเริ่มต้นที่เพิ่มโอกาสการเกิดสิว
  2. การแบ่งเซลล์ผิวมากผิดปกติ: เซลล์ผิวบริเวณรูขุมขนมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เมื่อเกิดร่วมกับปริมาณน้ำมันที่มากผิดปกติ จะส่งผลให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน ผิวปูดนูน ไม่เรียบเนียน เป็นจุดเริ่มต้นของ “สิวอุดตัน”
  3. การอักเสบ (Inflammation): เมื่อเกิดการอุดตัน รวมไปถึงปริมาณน้ำมันที่มากผิดปกติ จึงเกิดการรวมตัวของแบคทีเรียก่อสิว นำไปสู่กระบวนการอักเสบ หรือเกิดจากปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายต่อปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเพิ่มของอนุมูลอิสระ (Free radicals) จากไลฟ์สไตล์ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การรับประทานอาหาร นำไปสู่การกระตุ้นกลไกการอักเสบภายในผิวเป็นต้น
  4. การติดเชื้อแบคทีเรีย และการเสียสมดุลไมโครไบโอมบนผิว: การเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียก่อโรค เช่น Cutibacterium acnes (C.acne) PhylotypeIA1 เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ

สิวมีกี่ประเภท

สิวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  • สิวอุดตัน (Non-Inflammatory acne หรือComedones): เป็นลักษณะของสิวที่ไม่อักเสบ ผิวจะไม่เรียบ มีความปูดนูน แต่ไม่มีอาการเจ็บเมื่อสัมผัส เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปและมีการแบ่งเซลล์ผิวมากผิดปกติบริเวณรูขุมขน แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
    • สิวหัวเปิดหรือสิวหัวดำ: มีลักษณะเป็นจุดดำจากการทำปฏิกิริยาของไขมันและออกซิเจน
    • สิวหัวปิดหรือสิวหัวขาว: เป็นลักษณะปูดนูนสีเดียวกับผิว
  • สิวอักเสบ (Inflammatory acne): ลักษณะสิวที่ทำให้ใบหน้าไม่เรียบเนียนเมื่อไปโดนแล้วมีอาการเจ็บ อาจมีอาการ ปวด-บวม-แดง-แสบ-ร้อน (ลักษณะอาการของการอักเสบ) ร่วมกัน มักพัฒนาจากสิวประเภทแรก (สิวอุดตัน) ร่วมกับการเกิดการอักเสบภายในผิว และการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการเสียสมดุลไมโครไบโอมบนผิว แบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท
    • สิวอักเสบขนาดเล็ก: สิวอักเสบที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 cm มีลักษณะเป็นตุ่มแดงนูน (Papule) หรือสิวตุ่มหนอง (Pustule)
    • สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodular/Cystic) : สิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.5 cm

14 วิธี จบปัญหาสิว (จบจริง ๆ )

คนที่เป็นสิว รู้ดีว่าปัญหาสิว “กวนใจ” มากเพียงไหน มาเรียนรู้ 14 วิธีจบปัญหาสิว ทั้งป้องกันสิวเกิดใหม่ ร่วมกับการจัดการกับสิวเดิมที่เป็นอยู่ ที่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ ของแต่ละบุคคลที่มีอาจมีแตกต่างกันไปตามปัญหาสิว 14 วิธี จบปัญหาสิว (จบจริง ๆ ) จะช่วยแก้ปัญหาสิวให้จบอย่างมีประสิทธิภาพเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า และเร็วกว่า (จริง ๆ )

 

วิธีที่ 1 : เลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดสิว…ที่อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ให้ลองสังเกตตัวเองว่าทำอะไรแล้วสิวขึ้น เช่น กิจกรรม พฤติกรรม การดื่มหรือรับประทาน…ซึ่งสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล พูดง่าย ๆ คือต้องสังเกตผิวของตนเองว่าทำอะไร การกิน การดื่มอะไรที่ส่งผลให้เราสิวขึ้น แล้วก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น นี่คือการแก้ปัญหาสิวที่ดีและเห็นผลที่สุด

 

วิธีที่ 2 : พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หมายถึงการเข้านอนและพักผ่อนเป็นเวลาเดียวกัน ก่อน 22.00 น. หลับอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน และหากสามารถเข้านอนก่อน 22.00 น. ก็จะยิ่งส่งเสริมให้คุณภาพในการนอนดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้กระบวนการสร้าง ซ่อมแซมของเซลล์ผิวเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

วิธีที่ 3 : ดื่มน้ำ

ทุกคนควรดื่มน้ำสะอาด ให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายรวมถึงผิวหนังของเรา การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ ในผิวทำงานได้เป็นปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน หรือเฉลี่ยแล้ว 1.5 ลิตรขึ้นไป

 

วิธีที่ 4 : เลือกรับประทานอาหาร

สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิว การสังเกตประเภทของอาหารที่รับประทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะอาหารบางประเภทอาจเป็นตัวกระตุ้นการเกิดสิวได้โดยตรง เพราะอาหารอย่างเดียวกัน อาจกระตุ้นให้เกิดสิวสำหรับบางคน แต่ไม่ส่งผลต่อปัญหาสิวกับบางคน เช่น อาหารทอด อาหารมัน หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม (ซึ่งการกระตุ้นนี้อาจแตกต่างกันไปแต่คน ดังนั้นจึงต้องสังเกตตัวเองว่าอาหารใดที่ทำให้เราเป็นสิว นอกจากนี้ งานวิจัยจาก American Academy of Dermatology (AAD) ยังพบว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (High-glycemic foods) และนมพร่องไขมัน (Skim milk) มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิวอักเสบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ออกแบบมาเพื่อสิวโดยเฉพาะ จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการดูแลผิวให้กลับมาสุขภาพดี

 

วิธีที่ 5: ห้ามเครียด

ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน ที่สามารถไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น รวมถึงเพิ่มปริมาณอนุฒุลอิสระ ซึ่งล้วนส่งผลต่อปัญหาสิว

 

วิธีที่ 6 : ล้างหน้าอย่างถูกต้อง

ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ให้ใส่ใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดว่าเหมาะกับสภาพผิวของเราหรือไม่ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับผิว เพราะ pH บนผิวส่งผลต่อปราการผิวด่านสำคัญในการรับมือปัญหาสิว สมดุลของไมโครไบโอม และสมดุลต่าง ๆ บนผิวที่ล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิว

 

วิธีที่ 7: เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสิวอย่างตรงจุด การเลือกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อป้องกันและดูแลผิวที่เป็นสิว ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรไม่ทำให้อุดตัน (Non-comedogenic) หากผ่านการทดสอบกับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่ายก็จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการแก้ปัญหาสิวที่ดีมากยิ่งขึ้น หรือหากเป็นผู้ที่มีผิวบอบบาง ระคายเคืองง่ายก็แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบกับผู้ที่มีผิวบอบบาง ระคายเคืองง่ายภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง

 

วิธีที่ 8 : ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำ

แสงแดด นอกจากจะทำร้ายผิวให้เกิดริ้วรอย และความหมองคล้ำแล้ว ยังไปกระตุ้นให้ผิวมีการผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น (สาเหตุหลักของการเกิดสิว) นำไปสู่ปัญหาสิว และยังสามารถทำให้รอยดำจากสิวเข้มมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นแม้ผิวที่มีปัญหาสิวก็ต้องใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ โดยเลือกสูตรที่ไม่ทำให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) และหากมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากมลภาวะที่ส่งผลต่อปัญหาสิวได้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจในการตัดสินใจเลือกใช้

 

วิธีที่ 9 : หลีกเลี่ยงและปกป้องผิวจากมลภาวะ

มลภาวะสามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาสิวต่อมาได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญมลภาวะ หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติปกป้อง/ดูแลผิวจากมลภาวะร่วมด้วยได้

 

วิธีที่ 10: เลือกหน้ากากลด MASKNE

หากจำเป็นต้องใส่หน้ากาก เช่นกันฝุ่น กันเชื้อโรค ควรแนะนำให้เลือกหน้ากากที่ทำจากวัสดุที่อ่อนโยน เช่นถ้าเป็นหน้ากากผ้า ก็เลือกหน้ากากที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ หรือผ่านการทดสอบที่เชื่อถือได้ว่าอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว และที่สำคัญต้องใส่หน้ากากที่กระชับพอดีกับใบหน้า เพราะการขยับของหน้ากากบนใบหน้าส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง หรือสามารถกระตุ้นการเกิดปัญหาสิวได้

 

วิธีที่ 11 : หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็นไม่สัมผัสใบหน้า ถ้าไม่จำเป็น

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าใด ๆ ทั้งจากมือ เส้นผมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นโทรศัพท์มือถือ เพราะนอกจากจะเป็นการไปรบกวนผิวแล้ว ยังส่งผลต่อไมโครไบโอมบนผิวได้ด้วยที่อาจมีทั้งสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียอยู่มากมาย

 

วิธีที่ 12 : หยุดพฤติกรรมบีบ+แคะ+แกะสิว

การบีบ แคะ แกะ เกาสิว นอกจากไม่ช่วยให้สิวลดลงแล้ว ซ้ำยังเป็นการทำให้ระคายเคือง กระตุ้นให้อักเสบรุนแรงมากขึ้น รักษายาก แม้รักษาหายก็ยังทิ้งรอยดำ รอยแดง หลุมสิวไว้ให้ดูต่างหน้าอีก

 

วิธีที่ 13 : งดการใช้กระดาษซับมัน

การใช้กระดาษซับมัน จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ส่งผลต่อปัญหาในที่สุด และยังเป็นการไปรบกวนสมดุลไมโครไบโอมบนผิวจากการออกแรงสัมผัสซ้ำ ๆ เดิม ๆ บนผิวได้อีกด้วย

 

วิธีที่ 14 : ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถทราบได้ว่าปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการเกิดสิวของตนเอง หรือทำวิธีดังกล่าวข้างต้นหมดแล้วแต่ยังไม่สามารถจบปัญหาสิวได้ อาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์สาเหตุและแนะนำการดูแล หรือการรักษาด้วยยา หรือหัตถการ และแน่นอนต้องปรับเปลี่ยนและดูแลตามวิธีข้างต้นร่วมด้วย

3 ขั้นตอน แก้ปัญหาสิว ให้ผิวแข็งแรงจาก La Roche-Posay

3 Steps พื้นฐานแต่เห็นผลสำหรับผิวเป็นสิวต้องการ คือ ความสะอาด การจัดการต้นตอของสิว และการปกป้องที่ไม่เพิ่มความอุดตัน

 

ขั้นตอนที่ 1 : การทำความสะอาดผิว

EFFACLAR Micro-Peeling Gel

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาสิว เริ่มต้นตั้งแต่การล้างหน้า ความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่สะสมระหว่างวัน การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมอย่าง EFFACLAR Micro-Peeling Gel จึงเป็นกุญแจสำคัญของการลดสิว

  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย เป็นสูตรที่เด็ดขาดกับสิว แต่อ่อนโยนต่อผิว มีค่า pH ของผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงผิว (Physiological pH) และปราศจากสารสบู่ (Soap-free) แอลกอฮอล์ และน้ำหอม
  • เลือกที่มีมีสารสำคัญในการดูแลปัญหาสิว เช่น ซาลิไซลิก แอซิด และ LHA เสริมการผลัดเซลล์ผิวส่วนเกิน พร้อมเผยผิวดูกระจ่างใสดูอ่อนเยาว์และกลีเซอรีนคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว
  • ทำความสะอาดผิวโดยการล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง

ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการดูแลผิว คือ การทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในคนที่มีผิวมันหรือผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH ใกล้เคียงผิว (ประมาณ 5.5 หรือ Physiological pH) และปราศจากสารระคายเคือง เช่น Sodium lauryl Sulfate (SLS) แอลกอฮอล์หรือสารสบู่ จะช่วยคงสมดุลเกราะปกป้องผิว และควรพิจารณาสารสำคัญที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องความมัน สาเหตุสำคัญของปัญหาสิว

 

ขั้นตอนที่ 2 : การแก้ปัญหาสิว

ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลปัญหาสิวโดยเฉพาะโดยพิจารณาจากสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ ช่วยแก้ปัญหาสิว โดยผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนการแก้ปัญหานี้มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาสิวเป็นอย่างมาก แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ เซรั่ม ที่มีสารสำคัญในความเข้มข้นที่สูงกว่า และมอยส์เจอไรเซอร์ที่เน้นคุณสมบัติการให้ความชุ่มชื้นร่วมด้วย เพราะความชุ่มชื้นเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกประเภทและปัญหาผิว ลำดับการใช้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนการบำรุงควรเริ่มต้นจากเซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์

 

ผลิตภัณฑ์เซรั่ม

Effaclar Serum

เซรั่ม มักจะมีสารสำคัญที่แก้ปัญหาสิวเข้มข้นกว่า หรือเน้นการทำงานเพื่อการแก้ปัญหาสิว เช่น Effaclar Serum ผสานสารสำคัญที่ช่วยในการแก้ปัญหาสิวอุดตันตั้งแต่อยู่ใต้ผิวที่เรียกว่า “ไมโครคอมิโดน (Micro-comedone)” เนื้อเซรั่มบางเบา ซึมไว ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ เพียงวันละครั้งก่อนนอน (ทาทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตา และริมฝีปาก) ช่วยเคลียร์สิวอุดตัน ลดรอยสิว และกระชับรูขุมขน แนะนำให้ใช้ร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีสารผลัดเซลล์

 

ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์

Effaclar Duo+M

ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวพร้อมแก้ปัญหาสิว เช่น Effaclar DUO+M มอยส์เจอไรเซอร์ผสานศาสตร์ไมโครไบโอมที่ดูแลครอบคลุมสาเหตุหลักของการเกิดสิว ให้ผิวชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชั่วโมง เนื้อบางเบา แนะนำทาทั่ใบหน้า เว้นรอบดวงตา และริมฝีปาก

หากจะใช้ทั้งสองผลิตภัณฑ์ร่วมกัย แนะนำให้ใช้คนละเวลา โดยใช้ Effaclar Serum ก่อนนอน (ร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีสารผลัดเซลล์) แล้วใช้ Effaclar DUO+M เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ และอย่าลืมปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด

 

ขั้นตอนที่ 3 : ปกป้องผิวจากแสงแดด และมลภาวะ

ANTHELIOS UVMUNE400 OIL CONTROL FLUID SPF50+

ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย ANTHELIOS UVMUNE400 OIL CONTROL FLUID SPF50+ กันแดดหน้าประสิทธิภาพสูง เนื้อฟลูอิด ด้วย Mexoryl 400 เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวทีปกป้องผิวอย่างครอบคลุมถึง ULTRA Long UVA และยังสามารถปกป้องผิวจากรังสีความร้อน (อินฟราเรด) และมลภาวะ ผสานสารสำคัญช่วยดูดซับความมัน และลดการผลิตน้ำมันส่วนเกิน และเป็นสูตรที่ไม่ทำให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอหนะ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิว ผิวมัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ รักษาสิว (FAQ)

ทําไงให้สิวยุบไว

ดูแลให้ครบ 3 ขั้นตอนหลัก (ล้างหน้า-แก้ไข-ปกป้อง) ด้วยสกินแคร์ที่มีสารแก้ปัญหาสิวอย่างตรงจุด และครอบคลุมสาเหตุของการเกิดสิวเป็นประจำแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาสิวเดิมได้ แลัวยังช่วยป้องกันสิวเกิดใหม่ได้ด้วย หากแต่ว่าเกิดสิวอักเสบ ที่มาในเวลาที่เร่งด่วนหรือต้องโชว์ผิวไร้สิว อาจต้องเพิ่มเติมด้วยวิธีต่อไปนี้

  • แต้มยา: สำหรับสิวอักเสบเท่านั้น แนะนำให้ใช้ยาแต้มสิวที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้แบคทีเรีย (แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น)
  • ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ: เป็นวิถีทางอ้อม แม้จะไม่ทำให้สิวยุบเร็ว แต่เป็นวิธีที่สามารถช่วยไม่ให้สิวแย่ไปกว่าเดิมได้
  • สามารถพบแพทย์เพื่อทำหัถตการ: ในกรณีที่เร่งด่วนจริง ๆ
  • ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามบีบ แกะ หรือเจาะเด็ดขาด เพราะจะยิ่งอักเสบเรื้อรังและทิ้งรอยไว้

 

ดูยังไงว่าเป็นสิวฮอร์โมน

  • ตำแหน่ง: มักขึ้นบริเวณใบหน้าส่วนล่าง คาง กรอบหน้า แนวกราม
  • ช่วงเวลา: มักเกิดขึ้นช่วงก่อนหรือระหว่างหรือหลังการมีประจำเดือน
  • ลักษณะ: เป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ เป็นไตแข็ง ๆ จับแล้วเจ็บ ลึก ไม่มีหัว (หนอง)

 

วิธีรักษาสิวให้หายขาด

  • ไม่เพิ่มสิวเกิดใหม่ หาสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นการเกิดสิวให้พบแล้วหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านั้น
  • จัดการปัญหาสิวเดิมที่เป็นอยู่ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาสิวอย่างตรงจุด และครบ 3 ขั้นตอนการดูแลผิวคือทำความสะอาด-บำรุง-กันแดด (และ/หรือร่วมกับยา)
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเกิดสิวของตนเอง

 

รักษาสิว ใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงเห็นผล?

การรักษาสิวต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ สำหรับสิวอักเสบ : อาการบวมแดงของสิวอักเสบจะเริ่มดีขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าสิวอุดตันลดลงและผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น เมื่อดูแลผิวอย่างต่อเนื่องประมาณ 4-8 สัปดาห์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทาสกินแคร์ดูแลปัญหาสิวอย่างต่อเนื่องแม้สิวจะยุบแล้ว เพื่อควบคุมไม่ให้สิวใหม่กลับมาเกิดซ้ำ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อปัญหาสิว

 

สิวขึ้นแก้มเกิดจากอะไร? รักษายังไง?

แก้มเป็นจุดที่เกิดการเสียดสีและสัมผัสสิ่งสกปรกได้ง่าย เช่น จากการใส่หน้ากากอนามัย การใช้ปลอกหมอนที่ไม่สะอาด หรือแบคทีเรียจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ควรหลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้า เช็ดทำความสะอาดหน้าจอโทรศัพท์ เปลี่ยนปลอกหมอนทุก 3 วัน ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสิวสูตรที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน และดูแลให้ครบขั้นตอนการดูแลผิว ทำความสะอาด-บำรุง-กันแดด

 

เป็นสิวขึ้นซ้ำ ๆ ที่เดิม ทำยังไง?

สิวซ้ำซากเกิดจากโครงสร้างของหน่วยรูขุมขนบริเวณนั้นไวต่อการกระตุ้น สิวจึงมักเกิดซ้ำ ๆ ที่จุดเดิม ๆ แนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัย และดูแลผิวครบขั้นตอนอย่างอ่อนโยน อาจปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสมดุลผิวบริเวณดังกล่าวด้วยการทำหัตถการหรือเลเซอร์