เข้าใจปัญหาก่อนเริ่มดูแลรอยสิว รอยแบบนี้คืออะไร ดูแลอย่างไรให้เห็นผล?

Article Read Duration 7 min read

ร่องรอยที่มักเกิดหลังปัญหาสิวมี 2 แบบ คือ รอยแดงกับรอยดำ ซึ่งเกิดจากกลไกคนละแบบ จึงต้องมีวิธีการดูแลแตกต่างกัน หากดูแลรอยสิวอย่างถูกวิธี รอยที่คอยกวนใจก็จะจบ หรือจางลงได้เร็วขึ้น แต่หากรับมือไม่ถูกต้อง เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์ อาจทำให้เสียเวลา และเสียเงินไปกับดูแลผิวที่ไม่เห็นผล

 

ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการดูแล La Roche-Posay อยากพาไปทำความรู้จักกับรอยสิวแต่ละแบบ จุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้ตรงจุดและเห็นผลไวขึ้น

รอยสิวแต่ละแบบ จางง่ายหรือยาก

รอยสิวแต่ละแบบ มีอะไรบ้าง จางง่ายหรือยากต่างกันแค่ไหน?

รอยสิวที่พบได้บ่อยมี 2 ชนิด ได้แก่ รอยแดงและรอยดำ ซึ่งเกิดจากคนละสาเหตุ ระยะเวลาการดูแลรอยสิวให้จางจึงต่างกัน

 

รอยแดงจากสิว

รอยแดงจากสิว (Post-Inflammatory Erythema, PIE) เกิดจากหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวชั่วคราวระหว่างที่สิวอักเสบ เมื่อการอักเสบลดลง รอยแดงจะค่อยๆ จางลงเองตามธรรมชาติ

แต่การแกะ เกา หรือบีบสิวซ้ำๆ จะทำให้หลอดเลือดฝอยระคายเคือง รอยแดงอยู่นานขึ้น ดังนั้นการดูแลผิวให้สงบ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่อักเสบจะช่วยให้รอยแดงจางไวขึ้น โดยปกติแล้วจะจางลงภายในไม่กี่สัปดาห์หรือในบางกรณีนานกว่านั้น

 

รอยดำจากสิว

รอยดำจากสิว (Post-Inflammatory Hyperpigmentation, PIH) เกิดจากการอักเสบจากปัญหาสิวที่ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวให้ทำงานหนักขึ้น ผลิตเม็ดสี (เมลานิน) เพิ่มมากขึ้น สะสมเป็นรอยเข้มหลังการอักเสบของ ยิ่งผิวโดนแดด ยิ่งเห็นรอยเข้มขึ้นชัดเจน

ปกติแล้วรอยดำจางลงช้ากว่ารอยแดง (ใช้เวลานานกว่า) แต่หากดูแลอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้จางลงเร็วขึ้นได้

 

หัวข้อเปรียบเทียบ รอยแดงจากสิว รอยดำจากสิว
สาเหตุ หลอดเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัวชั่วคราวจากการอักเสบ เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานหนักขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ
ปัจจัยที่ทำให้แย่ลง แกะ เกา หรือบีบสิว เป็นสิวซ้ำๆ แสงแดด
ระยะเวลาดูแลให้จาง ไม่กี่สัปดาห์ (บางกรณีนานกว่านั้น) หลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน
วิธีดูแลเบื้องต้น (ลดการอักเสบ) ดูแลผิวให้สงบ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่อักเสบ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
(ลดการกระตุ้นการผลิตเม็ดสี)
ควบคู่กับการป้องกันแสงแดด

ดูแลรอยสิวถูกวิธีหรือยัง? ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจากพฤติกรรมการใช้

หลายคนดูแลรอยสิวมานานแต่ก็ยังไม่เห็นผล ทั้งที่เลือกผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อผิดพลาดจากวิธีการใช้งาน ดังนี้

 

ใช้น้อยเกินไปหรือใช้ไม่สม่ำเสมอ

ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวต้องใช้ในปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง การทาน้อยเกินไป ทาแค่บริเวณที่เป็นรอยแดง ทามากเกินไป (ทำให้เกิดอาการระคายเคือง)หรือทาไม่สม่ำเสมอ (นานๆ ครั้ง) ทำให้ปริมาณสารสำคัญไม่เพียงพอหรืออาจมากเกินไปจนทำให้เกิดการระคายเคือง หรือออกฤทธิ์ไม่ต่อเนื่อง ควรปฏิบัติตามวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างเคร่งครัด และใช้เป็นประจำตามวิธีการใช้ที่ผลิตภัณฑ์ทดสอบมา

 

เลิกใช้เร็วเกินไปก่อนเห็นผล

รอยดำต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนของการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงจะเริ่มเห็นผล การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อยหรือหยุดใช้หลังผ่านไปแค่ 1-2 สัปดาห์เพราะคิดว่าไม่ได้ผล เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ดูแลรอยสิวไม่สำเร็จ

 

ไม่แก้ปัญหาสิว

หากปัญหาสิวยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ปัญหารอยสิวเกิดอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทำให้การแก้ปัญหาสิวและรอยสิวไม่ประสพความสำเร็จ ดังนั้นหากยังมีปัญหาสิวแนะนำให้แก้ปัญหาสิวก่อนเสมอ หรือแก้ปัญหาสิวร่วมกับการลดเลือนร่อยรอยจากสิว

 

ไม่ป้องกันแดดควบคู่กัน

แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยดำเข้มขึ้น (และยังทำให้มีการผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น มีผลต่อปัญหาสิวได้ด้วยเช่นกัน) การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวโดยไม่ป้องกันผิวจากแสงแดด เป็นอีกพฤติกรรมที่ทำให้รอยสิวจางช้าลง ควรทาครีมกันแดด SPF50+ PA++++ ในปริมาณที่เหมาะสม (2 mg/cm2)เป็นประจำทุกเช้า

ลำดับการดูแลรอยสิว จัดรูทีนอย่างไรให้ถูกต้อง?

การดูแลรอยสิวให้เห็นผลชัดเจน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์อย่างเดียว แต่ลำดับการใช้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานของสารสำคัญ ขอแนะนำการจัดรูทีน 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน pH ใกล้เคียงกับผิว
  2. ทาผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวตามลำดับ ต้องลงเซรั่มหรือผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาสิว (หากยังมีปัญหาสิว)/ลดรอยสิวก่อนครีมเสมอ
  3. ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ตรงกับสภาพผิว เพื่อล็อกความชุ่มชื้น คืนสมดุลน้ำ-น้ำมันในผิว ช่วยลดการผลิตน้ำมันได้
  4. ปิดท้ายด้วยครีมกันแดดในตอนเช้า ปกป้องผิวจากแสงแดด

 

ปริมาณและความถี่ที่เหมาะสม

สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อเซรั่ม แนะนำให้ใช้ 2-3 หยดต่อครั้ง ทั่วใบหน้าและลำคอ (เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก) ส่วนครีมลดรอยสิวให้ทาบางๆ ตามคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ หากต้องทาทั่วหน้าก็ต้องทาทั่วหน้า และหากต้องใช้วันละ2 ครั้งก็ต้องใช้ทั้งเช้าและก่อนนอน เป็นต้น รวมถึงการทาให้หลีกเลี่ยงจุดที่ผิวบอบบางอย่างบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก

 

ควรทาก่อนหรือหลังมอยส์เจอไรเซอร์และกันแดด

ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวหากเป็นเซรั่ม มักมีเนื้อผลิตภัณฑ์ที่บางเบากว่า ควรทาก่อนมอยส์เจอไรเซอร์เสมอ เพื่อให้สารสำคัญซึมเข้าผิวได้เต็มที่ก่อนถูกล็อกด้วยชั้นครีม ส่วนครีมกันแดดให้ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายในตอนเช้าเสมอ การทาสลับลำดับอาจลดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ลง

ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวกับสกินแคร์

ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่นอย่างไรให้ปลอดภัย?

การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่นให้ปลอดภัย คือ ต้องรู้จังหวะและปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช้สารออกฤทธิ์หลายชนิดซ้อนกันมากเกินไปในครั้งเดียว มาดูวิธีจับคู่และจัดลำดับการใช้ที่ถูกต้องกัน

 

จับคู่กับ Melasyl หรือกรดผลัดเซลล์ผิว LHA อย่างไรไม่ให้ระคายเคือง

เมลาซิล (Melasyl) ทำหน้าที่ลดการผลิตเม็ดสีส่วนเกิน (จัดการกับปัญหารอยดำที่จะเกิดใหม่) ส่วนสารผลัดเซลล์ เช่น LHA ช่วยเสริมการผลัดซากเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ (จัดการรอยดำที่มีอยู่แล้ว) ทั้งสองตัวทำหน้าที่ต่างกันแต่ส่งเสริมกัน ช่วยให้การแก้ปัญหารอยสิวเห็นผลได้ดียิ่งขึ้น

เซรั่มดูแลรอยสิวและแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ “เมลา บี3 เซรั่ม Mela B3 Serum” จาก La Roche-Posay ที่ผสาน Melasyl เอกสิทธิ์พลังโมเลกุลเพื่อลดเลือนจุดด่างดำ และไนอะซินาไมด์ที่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น และยังช่วยปลอบประโลมลดอาการระคายเคืองไม่สบายผิว จึงสามารถใช้ควบคู่กับครีมบำรุงผิวที่มีรอยสิว อย่าง “เอฟฟาคลาร์ ดูโอ+เอ็ม (EFFACLAR DUO+M)” ที่มี LHA และสารสำคัญหลากหลายเพื่อกสารดูแลปัญหาสิวร่วมกับการลกเลือรอยแดง และรอยดำจากสิวได้ เพื่อให้การดูแลรอยสิวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นง่ายๆ ลองใช้ Mela B3 Serum ดูแลรอยดำร่วมกับการใช้ EFFACLAR DUO+M เป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ในตอนเช้าและก่อนนอน ทั้งสองผลิตภัณฑ์จะผสานพลังการทำงานเพื่อแก้ปัญหาสิวและรอยดำสิวอย่างครอบคลุมกลไกหลักของการเกิดสิวและรอยสิวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

มีสิวและรอยสิวพร้อมกัน ควรจัดลำดับการดูแลอย่างไร

เมื่อมีทั้งสิวอุดตันและรอยสิวเก่าพร้อมกัน ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสิวอุดตันก่อน เพื่อไม่ให้เกิดรอยใหม่ซ้อนขึ้นมาอีก แล้วค่อยตามด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิว หากเซรั่มลดรอยสิวเป็นสูตร Non-comedogenic ก็สามารถใช้ร่วมกับครีมลดปัญหาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การดูแลไปพร้อมกันแบบนี้ช่วยลดโอกาสเกิดรอยซ้ำ ในขณะที่รอยเดิมก็ค่อยๆ จางลงไปด้วย

เลือกและดูแลรอยสิวให้เหมาะกับรอยของคุณ

การดูแลรอยสิวเริ่มต้นจากการรู้จักรอยแล้วดูแลให้ถูกวิธี ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการใช้งาน จัดรูทีนการทาให้ถูกต้อง ไปจนถึงการจับคู่ผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมประสิทธิภาพของสารสำคัญ หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นดูแลรอยสิวของตัวเองอย่างไร ผลิตภัณฑ์จาก La Roche-Posay แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับ 1 ขอแนะนำ “เมลา บี3 เซรั่ม Mela B3 Serum” ร่วมกับการใช้“เอฟฟาคลาร์ ดูโอ+เอ็ม (EFFACLAR DUO+M)” ทาทั่วใบหน้าเป็นประจำทั้งเช้าและก่อนนอน ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำทุกเช้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลรอยสิว

ดูแลรอยสิวด้วยสกินแคร์ใช้เวลานานแค่ไหนถึงเห็นผล?

โดยทั่วไปหากแก้ปัญหาสิวร่วมกับรอยสิว (ในช่วงเวลาเดียวกัน) ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงเริ่มเห็นรอยจางลงชัดเจน และต้องใช้ตามวิธีและข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องและร่วมกับการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดเป็นประจำทุกเช้า

 

ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวทุกวันได้ไหม หรือควรใช้วันเว้นวัน?

ปกติควรใช้เป็นประจำทุกวัน แต่วันละกี่ครั้ง แนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ (อย่างเคร่งครัด)

 

ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยสิวใช้ได้กับผิวแพ้ง่ายไหม?

ต้องผ่านการทดสอบกับผิวบอบบาง ระคายเคืองง่าย (sensitive skin) ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง หากผิวบอบบางมากอาจทำการทดสอบการระคายเคืองก่อนเริ่มการใช้งาน โดยทดสอบบนผิวที่บริเวณท้องแขนด้านใน หรือหลังใบหู หากรู้สึกแสบหรือแดงผิดปกติควรหยุดใช้ทันทีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ