รังสี UV ช่วงซัมเมอร์ทำร้ายผิวลึกระดับ DNA อย่างไร? เจาะลึกความสำคัญของครีมกันแดดหน้า

Article Read Duration 7 min read


Table of Contents

ฤดูร้อน (Summer) ในประเทศไทย แสงแดดสุดร้อนแรงที่มาพร้อมกับค่าดัชนีรังสียูวี (UV Index) หรือความแรงของรังสียูวี ที่วัดจากปริมาณของรังสียูวีบนพื้นผิวโลก ที่พุ่งสูงขึ้นระดับสูงสุด นั่นหมายความว่าผิวของเรากำลังเผชิญกับความรุนแรงของรังสียูวีขั้นสูงสุด ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผิวชั้นนอก ที่ทำให้เกิดอาการแสบ แดง ไหม้เท่านั้น แต่สามารถทะลุทะลวงเข้าไปทำลายผิวชั้นในก่อให้เกิดภาวะผิวเสื่อมสภาพจากแสงแดด (Photoaging) กระตุ้นการสร้างเม็ดสี เกิดปัญหาปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำร้ายคอลลาเจนในผิว เกิดปัญหาริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และทำลายลึกลงไปถึงระดับ DNA เพิ่มความเสี่ยงของเซลล์ผิวหนังกลายพันธุ์

 

ดังนั้นการดูแลผิวให้พ้นจากการทำลายของแสงแดดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการปกป้องสุขภาพผิวในระดับโครงสร้าง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกลไกการทำร้ายผิวของรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) พร้อมเหตุผลทางการแพทย์ว่าทำไมการทาครีมกันแดดหน้าจึงเป็นขั้นตอนการปกป้องผิวที่สำคัญและจำเป็นที่สุด

 

รังสี UVA vs UVB แตกต่างกันอย่างไร? และค่า SPF/PA ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะอากาศร้อนจัด

รังสียูวีแต่ละชนิดส่งผลกระทบต่อชั้นผิวแตกต่างกัน การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจค่าการปกป้อง SPF และ PA และสามารถเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ตอบโจทย์ให้กับผิวของเราที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

ชนิดของรังสี UV

ความยาวคลื่น

ระดับการทำลายชั้นผิว

ผลกระทบที่เกิดกับผิวหนัง

UVB (Short Wave)

290 - 320 nm

ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) โดยตรง

เกิดอาการผิวแดง แสบ และไหม้แดด (Sunburn) ในระยะเวลาสั้น ๆ และส่งผลต่อ DNA

UVA (Long Wave)

320 - 400 nm

ทะลุได้ลึกถึงผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)

กระตุ้นเม็ดสีเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำร้ายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เกิดริ้วรอยก่อนวัย

Short UVA (UVA2)

320 - 340 nm

-

ทำให้เกิดปัญหาผิวอย่างเงียบ ๆ เพราะพลังงานต่ำ

Long UVA (UVA1)

340 - 400 nm

-

ทำให้เกิดปัญหาผิวอย่างเงียบ ๆ เพราะพลังงานต่ำ

Ultra Long UVA

380 - 400 nm

ทะลุลงไปทำร้ายผิวได้ลึกที่สุด

ส่งผลได้ถึงระบบภูมิคุ้มกันผิว ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ หรือไวต่อแสงแดดได้

รังสียูวีเอสามารถทะลุทลวงผ่านก้อนเมฆและกระจก รวมถึงผ่านเข้าไปทำร้ายผิวของเราได้ลึกกว่าถึงผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้อย่างง่ายดาย สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ทำให้เกิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ และยังทำร้ายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวหย่อนคล้อย และรบกวน DNA ของเซลล์ผิวโดยผิวอาจไม่แสดงอาการอะไรในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะพลังงานต่ำ แต่ทำให้เกิดหลากหลายปัญหาผิวอย่างเงียบ ๆ

จะเห็นได้ว่าทั้งรังสี UVA & UVB ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ทั้งคู่ สำหรับสภาพอากาศแดดแรงจัด UV Index สูง ๆ ควรพิจารณาค่า SPF50+ เพื่อปกป้องผิวจาก UVB ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเลือกค่า PA++++ เพื่อให้มั่นใจว่าผิวได้รับการปกป้องจาก UVA ในระดับสูงสุด

 

La Roche-Posay Anthelios

สารกันแดด (UV Filters) ชนิดใดในครีมกันแดดหน้าที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย

ด้วยปริมาณรังสี UV ที่รุนแรงและความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงมากในประเทศไทย การเลือกครีมกันแดดหน้าจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติที่ล้ำลึกกว่าค่า SPF และ PA ทั่วไป เพื่อผลลัพธ์การปกป้องผิวอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมี 4 ปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึง ได้แก่

  • มีความคงตัวต่อแสงสูง (Photostability): สารกันแดดที่ดีต้องไม่เสื่อมสภาพหรือสลายตัวเร็วเมื่อเจอแสงแดดจัด เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิวให้คงที่และยาวนาน
  • ปกป้องครอบคลุม (Broad-Spectrum): ต้องสามารถป้องกันรังสีได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างสมบูรณ์ เพื่อลดความเสี่ยงทั้งผิวไหม้แดดและปัญหาผิวเสื่อมสภาพ
  • บล็อกรังสีทำลายลึก (Ultra-Long UVA): ควรเลือกสารกันแดดที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าอย่าง Mexoryl 400 (เม็กโซริล 400) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์หนึ่งเดียวในปัจจุบัน ที่สามารถปกป้องผิวครอบคลุมถึงช่วงคลื่นรังสีที่ทะลวงทำร้ายผิวได้ลึกที่สุดอย่าง Ultra-Long UVA ได้จริง
  • กันน้ำและกันเหงื่อขั้นสุด (Very Water & Sweat Resistant): เพราะเหงื่อและการซับหน้า คือ สาเหตุหลักที่ทำให้ฟิล์มกันแดดหลุดลอก ครีมกันแดดที่เหมาะกับอากาศไทยจึงต้องมีเทคโนโลยีการยึดเกาะผิวที่ดีเยี่ยม เพื่อรักษาระดับการปกป้องให้ต่อเนื่องยาวนานแม้ในวันที่มีกิจกรรมหนัก

 

เสริมบทบาทของครีมกันแดดหน้าในการป้องกัน

ทำไมทากันแดดที่มีการปกป้องสูง ๆ แล้วหน้ายังหมองคล้ำและเป็นฝ้า? ปัญหานี้มักเกิดจากการมองข้ามพื้นฐานสำคัญ คือ ปริมาณและการทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้เกราะฟิล์มปกป้องผิวจากแสงแดดที่แข็งแกร่ง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:

 

  1. ใช้ปริมาณที่ได้มาตรฐานทางคลินิก: บีบครีมกันแดดสำหรับใบหน้าในปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร (เทียบเท่าประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับใบหน้า)
  2. รอให้ผลิตภัณฑ์เซตตัว: ทาให้ทั่วใบหน้า และควรทิ้งเวลาให้ผลิตภัณฑ์กันแดดเซตตัวอย่างน้อย 15 นาที ก่อนออกไปเผชิญแสงแดด
  3. ทาซ้ำอย่างเหมาะสม: หากไม่ได้มีกิจกรรมกลางแจ้งอาจไม่จำเป็นต้องทาซ้ำ แต่หากมีกิจกรรมกลางแดดจัด แนะนำควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง

 

การปฏิบัติตามขั้นตอนนี้จะป้องกันไม่ให้รังสี UV ผ่านเข้าไปกระตุ้นกระบวนการผลิตเม็ดสีที่ต้นเหตุอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสและสม่ำเสมอ

 

FAQ ความเข้าใจผิดทางการแพทย์ที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทาครีมกันแดดในช่วงฤดูร้อน

 

หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยและวิธีการใช้กันแดดที่ยังไม่ถูกต้องนัก เราได้รวบรวมข้อเท็จจริงมาไขข้อข้องใจ ดังนี้

 

อยู่แต่ในอาคารไม่ต้องทากันแดดหน้า จริงหรือไม่?

ข้อเท็จจริง: แม้อยู่ในร่ม รังสี UVA ก็สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างอาคารเข้ามาทำร้ายผิวของคุณได้ตลอดวัน การทากันแดดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้ไม่ได้ออกแดด

 

ทากันแดดครั้งเดียวปกป้องได้ทั้งวัน จริงหรือไม่?

ข้อเท็จจริง: ต้องพิจารณาปริมาณการใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง คือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร (เทียบเท่าประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับใบหน้า) ร่วมกับกิจกรรมระหว่างวัน กล่าวคือถ้าทาในปริมาณที่ถูกต้องแล้ว และไม่ได้มีกิจกรรมกลางแจ้ง…อาจไม่จำเป็นต้องทาซ้ำระหว่างวัน แต่หากมีกิจกรรมกลางแดดจัด แนะนำง ควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง

 

ผู้ที่มีปัญหาสิวไม่ควรใช้กันแดดเพราะจะทำให้อุดตัน จริงหรือไม่?

ข้อเท็จจริง: รังสี UV สามารถกระตุ้นปัญหาสิวให้แย่ลงและทำให้รอยสิวชัดกว่าเดิม ดังนั้นควรเลือกใช้กันแดดสูตรที่ไม่ทำให้อุดตัน (Non-comedogenic)

 

สรุป

การปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการดูแลผิว ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม ไม่ใช่แค่การป้องกันการ้กิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่าางดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวคล้ำ มีริ้วรอย แต่เป็นการปกป้อง DNA ในเซลล์ผิวเพื่อชะลอความเสื่อมโทรมและปัญหาที่รุนแรงกว่าในระยะยาว

 

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์กันแดดที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับ 1 “แอนเทลิโอส (ANTHELIOS)” เพื่อการปกป้องสูงสุด “ANTHELIOS UVMUNE400” จากแบรนด์ที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับ 1 มาพร้อมนวัตกรรมระดับโลกที่ตอบโจทย์การปกป้องผิวขั้นสุด:

 

  • ปกป้องผิวลึกที่สุด: ด้วยโมเลกุลเอกสิทธิ์ Mexoryl 400 สารกันแดดหนึ่งเดียวที่สามารถบล็อกรังสี Ultra-Long UVA ซึ่งเป็นรังสีที่ทะลุทะลวงเข้าไปทำร้ายผิวได้ลึกที่สุด
  • กันน้ำ กันเหงื่อขั้นสุด: ผสานเทคโนโลยี NETLOCK ที่ช่วยสร้างเกราะฟิล์มปกป้องผิวอย่างแข็งแกร่ง ทนทานต่อน้ำ (Very water resistant) และเหงื่อ (Sweat resistant) ได้อย่างดีเยี่ยม
  • ปกป้องครอบคลุม & เสถียรสูง: ตัวเนื้อกันแดดมีความคงตัวต่อแสงสูง (Photostability) ไม่เสื่อมสภาพง่ายเมื่อเจอแดดจัด พร้อมปกป้องผิวแบบครบวงจร ทั้งจากรังสี UV, รังสีความร้อน (อินฟราเรด) และฝุ่นมลภาวะ (PM2.5)